น้ำยาแอร์บ้าน R32 ติดไฟได้หรือไม่

น้ำยาแอร์คืออะไร

น้ำยาแอร์ หรือที่เราเรียกกันว่า สารทำความเย็น (Refrigerants) เป็นสารของเหลวที่ทำให้เกิดความเย็น เป็นตัวกลางที่ทำหน้าที่รับ ดูดซับ และนำพาความร้อน เพื่อให้เกิดการขยายตัว หรือมีการเปลี่ยนสถานะจากของเหลวให้กลายเป็นไอหรือแก๊ส และสารดังกล่าวเมื่อกลายเป็นไอแก๊สแล้ว จะสามารถคืนตัวเปลี่ยนสถานะกลายเป็นของเหลวได้อีกครั้ง

น้ำยาแอร์ทำมาจากอะไร

น้ำยาแอร์ประกอบด้วยสารที่เรียกว่า ฮีตราน์ (Hydrofluorocarbon – HFC) หรือบางครั้งเรียกว่าฮีตราน์ผสม (HFC blends) ซึ่งเป็นสารที่ไม่มีส่วนผสมของโอโซนที่ทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน (Ozone Depleting Substances – ODS) เช่น CFCs หรือ HCFCs น้ำยาแอร์มีหลายรุ่นตามประสิทธิภาพและคุณสมบัติที่แตกต่างกัน รุ่นที่พบบ่อยได้แก่ R22, R410A, และ R32

  • R22: เป็นน้ำยาแอร์ที่ใช้กันมากในอดีต แต่มีส่วนมากถูกห้ามใช้ในหลายประเทศเนื่องจากมีผลกระทบต่อโอโซนและมีฤทธิ์กระตุ้นทางโลหะ น้ำยาแอร์ R-22 เป็นสารทำความเย็นที่ใช้กันมากในแอร์บ้านทั่วไป เป็นที่นิยมเพราะราคาถูก แต่มีความเสี่ยงต่อโอโซน และเมื่อรั่วออกมาอาจเป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ
  • R410A: เป็นน้ำยาแอร์ที่มีการใช้งานอย่างแพร่หลายในระบบแอร์ใหม่ มีประสิทธิภาพสูงและไม่มีผลกระทบต่อโอโซน มักถูกใช้ในระบบแอร์ที่ให้ความเย็นมากกว่า เป็นสารทำความเย็นรุ่นใหม่ล่าสุด ซึ่งถูกผลิตขึ้นมาเพื่อช่วยประหยัดพลังงาน และช่วยลดการเกิดก๊าซเรื่อนกระจก ข้อดี ประหยัดพลังงานมากที่สุดและราคายังถูกกว่า แต่ข้อเสียคือสามารถติดไฟได้ จึงต้องใช้ความระมัดระวังและความชำนาญในการใช้งาน
  • R32: เป็นน้ำยาแอร์ที่กำลังเป็นที่นิยมในรุ่นใหม่ๆ ที่ใช้งานตามครัวเรือนทั่วไป เนื่องจากมีประสิทธิภาพสูงและมีผลกระทบต่อโอโซนน้อยที่สุด ป็นสารทำความเย็นที่พัฒนามาเพื่อทดแทน R-22 มีค่า ODP (ดัชนีวัดการทำลายโอโซน) ต่ำกว่า ไม่ทำลายโอโซนและมีความปลอดภัยกว่า แต่ราคาจะแพงกว่า และมีคุณสมบัติที่น้อยกว่าที่จะติดไฟ

การใช้งานของแต่ละรุ่นจะแตกต่างกันตามลักษณะและคุณสมบัติของแต่ละสาร ซึ่งการเลือกใช้น้ำยาแอร์ที่เหมาะสมกับระบบแอร์และการใช้งานเป็นสิ่งสำคัญที่ช่างแอร์ควรพิจารณาให้ดีเพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการทำงาน

น้ำยาแอร์ R32 ติดไฟได้หรือไม่

น้ำยาแอร์ที่ใช้ในระบบแอร์ใหม่ๆ เช่น R32 สามารถติดไฟได้เล็กน้อยเมื่อมีการสะสมของก๊าซในอากาศในสภาวะที่เหมาะสม แต่จำเป็นต้องมีการสะสมของก๊าซในอัตราส่วนที่สูงเพื่อเกิดไฟไหม้ได้ และปกติในการใช้งานประจำวัน ปริมาณน้ำยาแอร์ที่ใช้ในระบบแอร์ไม่สามารถสร้างสภาวะที่เหมาะสมเพียงพอสำหรับการติดไฟได้ ดังนั้น ในสภาวะปกติการใช้งาน น้ำยาแอร์ไม่มีความเสี่ยงที่จะติดไฟ และถือว่าปลอดภัยในการใช้งานประจำวันได้

คุณเคท บ้านริมคลอง พุทธมณฑลสาย 1

น้ำยาแอร์ต้องเติมบ่อยแค่ไหน

ระบบแอร์ในบ้านมักไม่ต้องการการเติมน้ำยาแอร์บ่อยมาก เนื่องจากสารทำความเย็นในระบบมักจะไม่หมดลงเร็ว และมักถูกนำกลับมาใช้ใหม่อย่างต่อเนื่อง แต่หากมีการรั่วไหลหรือเกิดปัญหาในระบบการหมุนเวียน การเติมน้ำยาแอร์จึงจำเป็น สัญญาณของการรั่วไหลของสารทำความเย็นสามารถสังเกตได้ง่าย ๆ ดังนี้:

  • มีลมร้อนที่ออกมาจากช่องระบายอากาศ
  • ค่าไฟฟ้าที่ใช้มากกว่าปกติ
  • เกิดน้ำแข็งบนสายสารทำความเย็น
  • คอยล์เย็นมีการแช่แข็ง
  • เกิดเสียงฟู่หรือฟองอากาศออกมาจากท่อสารทำความเย็น

การตรวจสอบและแก้ไขปัญหานี้ทันทีเป็นสิ่งสำคัญเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับระบบแอร์ของคุณ อย่างไรก็ตาม การเติมน้ำยาแอร์ควรจะให้เป็นไปตามคำแนะนำของผู้ผลิตแอร์ เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการทำงานของระบบแอร์บ้านของคุณ

น้ำยาแอร์ต้องเติมทุกครั้งที่ล้างแอร์หรือไม่

  • น้ำยาแอร์ที่นำมาเติมต้องเป็นชนิดเดียวกัน ห้ามใช้คนละชนิดมาผสมกัน
  • การเติมน้ำยาแอร์ R32 และ R22 สามารถเติมส่วนที่น้ำยาขาดเพิ่มเข้าไปได้เลยเนื่องจากเป็นสารเชิงเดี่ยวไม่มีการผสมสารใดใดเพิ่มเติม แต่น้ำยาแอร์ R410A เป็นสารผสมต้องถ่ายน้ำยาแอร์เดิมออกมาให้หมดทุกครั้งก่อนเติมน้ำยาใหม่ หากไม่ได้ถ่ายน้ำยาแอร์เก่าออก จะทำสัดส่วนของน้ำยาแอร์ไม่สมดุล
  • ควรเติมน้ำยาแอร์ให้พอดีกับสเปกของเครื่องที่ระบุไว้ หากมีการเติมน้ำยาแอร์มากเกินกว่าสเปกของเครื่อง ก็จะเกิดอาการ Over Charge ที่จะส่งผลให้แอร์ไม่เย็นได้
  • การเติมน้ำยาแอร์ควรชั่งน้ำหนักของปริมาณของน้ำยา เพื่อให้เป็นไปตามการออกแบบมาตรฐานของเครื่องปรับอากาศ
Scroll to Top